- Prologue -
มนุษย์เป็นสิ่งชีวิตที่มีความฉลาดสูง และมีการวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ พวกมันถือว่าเผ่าพันธุ์ตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐ พวกมันรู้จักคิด มีความอิจฉา ต้องการชื่อเสียง อยากโอ้อวดตัวเอง มีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถด่าว่าพวกเดียวกันได้ ทำไมล่ะ!
เพราะพวกมันก็รู้ตัวเองดีน่ะสิว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชั่วร้ายขนาดไหน ที่ผ่านมาพวกมันต่างทำร้ายโลกใบนี้ เข่นฆ่าพวกเดียวกันเพื่อเหตุผลต่างๆ แม้กระทั่งใส่ร้ายผู้อื่น ใช้เหตุผลอันสวยงามอ้างความชอบธรรมเพื่อปกปิดการกระทำของตัวเอง
" งั้น...ในเมื่อรู้แล้ว ทำไมถึงยังทำล่ะ " ชายในชุดสีกากีถามผม
" เพราะผมก็เป็นมนุษย์น่ะสิ " ผมตอบ
-----------------------------------------------------------
บทที่ 1 - อดีต -
ผมน่ะ สำหรับผมถือว่าผมน่ะฉลาดไม่เบาเลย ตอนเด็กๆผมเป็นเด็กทุนของกรุงเทพมหานคร หรือที่เค้าเรียกกันว่า " Top Ten " ทั้งๆที่ผมเกลียดการเรียนมาก จึงมักจะไม่ทำการบ้านและโดดเรียนบ่อยๆตั้งแต่ตอน ป.2 แม่จับได้ก็ใช้ไม้แขวนเสื้อตีผมซะก็หลายครา
" ทั้งที่โดดเรียนบ่อยแล้วทำไมถึงยังเป็นเด็กฉลาดอยู่ล่ะ " ชายคนเดิมในชุดสีกากีสงสัย
อืม...ตอนเด็กน่ะ ผมเป็นคนที่รักการอ่านมาก แม้ค่าขนมของผมตอนนั้นจะน้อย แต่ผมก็มักจะเจียดเงินนิดหน่อยไปซื้อหนังสือการ์ตูนโดราเอม่อนมาอ่านเสมอ นั่นทำให้ผมมีจินตนาการ อยากรู้อยากเห็น และรักการผจญภัย ทุกๆครั้งที่ผมนั่งรถไปที่ดอนเมืองเพื่อไปเป็นตัวนำโชคในการเรียกแขกฝรั่งของแท็กซี่เถื่อนของพ่อ พ่อก็จะพาผมไปเลี้ยงข้าวที่อัมรินทร์พลาซ่าแล้วจากนั้นก็ซื้อโดราเอม่อนเล่มพิเศษให้กับผม จะเรียกได้ว่าโดราเอม่อนคือ สิ่งแรกในการเรียนรู้ของผมก็ได้
ตอนนั้นแม้ว่าเครื่องเกมส์แฟมิค่อมจะเข้ามาแล้ว แต่เนื่องจากค่าขนมของผมที่มีน้อย จึงไม่ได้เล่นเกมส์มากนัก นั่นก็เป็นโชคดีอย่างหนึ่งของผม หลังจากนั้นผมก็ได้รับเครื่องเล่นเกมส์อาตาริ จากญาติของผมที่เชียงรายมา ด้วยเกมส์ที่มีลูกเล่นที่น้อยและไม่มีเนื้อเรื่องจึงไม่ได้ทำให้ผมติดเกมส์อะไรมากนัก ผมเล่นมันไปพร้อมกับเกมส์กดรถแข่ง จนกระทั่งเครื่องเล่นเกมส์อาตาริพังลง
" แค่นั้นเหรอ "
ไม่หรอก... การ์ตูนในสมัยนั้นผมแทบจะไม่รู้จักเลย เรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยดูการ์ตูนช่อง 9 ก็ว่าได้ (ตอนนั้นช่อง 9 ยังมีการ์ตูนมาฉายรึเปล่า ผมก็ไม่รู้หรอกนะ แต่น่าจะมี) แต่ผมก็ชอบสะสมการ์ดพลังดราก้อนบอล ตุ๊กตุ่นมดแดงมดเอ็กซ์ต่างๆ ทั้งๆที่ผมก็ไม่รู้จักมันแต่เห็นว่ามันสวยดีจึงสะสม เงินของผมหมดไปกับของพวกนี้และการ์ตูนโดราเอม่อน
" แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน "
ไม่เกี่ยวหรอกแค่อยากเล่าให้ฟัง จริงๆแล้วเพราะผมไม่เคยดูการ์ตูนนี่แหละ กีฬาก็ไม่ได้เล่น ผมจึงกลับบ้านเร็วแล้วจึงมาเปิดดูช่อง 11 และช่อง 7 อย่างรายการกระจกหกด้าน , รายการดรุณธรรมช่อง 5 รวมถึงช่อง 11 นี่เองที่เป็นเพื่อนให้ความรู้ความบันเทิงของผมในตอนเด็กๆ แล้วก็รายการอะไรไม่รู้แต่ผมชอบมากๆที่เล่านิทานจากหนังสือ Pop-Up แล้วยังมีนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นที่ใช้หุ่นเชิดสนุกๆ แถมยังมีการ์ตูนให้ความรู้สนุกๆฉายให้ผมดูอีกด้วย เรื่องที่ผมจำได้แม่นเลยก็คือ เรื่อง " การผจญภัยของมาโคโปโล " เรื่องที่ว่าด้วยการผจญภัยของนักเดินเรื่อชาวอิตาลีที่ได้ค้นพบเส้นทางการเดินเรือแห่งเอเชีย ทั้งยังผูกมิตรกับกษัตริย์จีน แล้วยังเกี่ยวข้องกับเส้นทางสายไหมอีกด้วย
" เดี๋ยวๆ รู้สึกว่าแกกำลังนอกเรื่องนะ แกกำลังจะบอกว่า ที่แกฉลาดก็เพราะตอนเด็กๆไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งบันเทิงในสมัยนั้นใช่ไม๊ "
อืม...ก็ประมาณนั้นแหละ ผมลืมบอกคุณไปใช่มั้ยว่าตอนเด็กๆผมอยู่ที่แขวงทุ่งสองห้อง แถวๆดอนเมือง ผมย้ายบ้านไปมาแถวนั้นซัก 2-3 ครั้ง ตอนนั้นครอบครัวมีฐานะค่อนข้างดีเลยทีเดียวล่ะ เพราะเงินจากการขับรถแท็กซี่ใต้ดินส่งฝรั่งของพ่อทำเงินได้มากเลย
แต่ผมโดดเรียนบ่อยพอสมควร ในตอน ป.3 ผมจึงถูกส่งไปอยู่กับอาที่อาศัยอยู่แฟลตทหารในกรม อาของผมเป็นคนที่ดุมาก ครั้งหนึ่งผมโกหกอาว่า โรงเรียนหยุดตรุษจีนเพื่อจะได้หยุดเรียน อามารู้ทีหลังจึงเอาเข็มขัดฟาดผม ในตอนเช้าอาของผมก็จะขี่มอเตอไซด์ไปส่งผมที่โรงเรียนพร้อมกับลูกสาวของเขาซึ่งอยู่คนละโรงเรียน เธอชื่อโอ๋ ผมก็ชื่อโอ๋ พวกเราทั้งคู่จึงถูกเรียกว่าโอ๋ชาย โอ๋หญิง ผมเคยแกล้งทำเป็นเล่นกับเธอแล้วแต๊ะอั๋งเธอด้วยล่ะ
" เฮ้ยๆ จดไรน่ะ ไม่ต้องเลยนะ ที่ผมเป็นคนลามกไม่ได้เริ่มต้นจากตรงนั้นหรอกน่า " ผมท้วง
ชายคนเดิมเก็บสมุดโน๊ตเล็กๆลงกระเป๋าเสื้อ พร้อมกับเปิดเทปอัดเสียงต่อ
" อืม เอาล่ะว่าต่อได้เลย " เค้ากล่าว
ผมอยู่บ้านอาจนกระทั่งขึ้น ป.4 ผมก็ไปอยู่กับพ่อและแม่ที่แมนชั่นของอาอีกคน ตอนนั้นที่สนามบินดอนเมืองเริ่มกวดขันในการจับพวกแท็กซี่ใต้ดินมากขึ้น พ่อผมจึงไปขับแท็กซี่ตามถนนแทน วันหนึ่ง พ่อผมประสบอุบัติเหตุทำให้ขาหักใช้เวลารักษาอยู่ซักพักใหญ่ ผมก็เป็นเด็กทุนถึงแค่จบป.4 โครงการณ์นี้ก็ถูกยุบลง แถมแม่ก็เล่นการพนันอีก (เล่นมาตั้งแต่อยู่ทุ่งสองห้องแล้ว เงินทุนที่ได้มาก็ไปกับแม่เนี่ยแหละ) ตอนนี้แหละที่ครอบครัวเราจากที่มีกินมีใช้ กลายเป็นครอบครัวฐานะปานกลาง
บทที่ 2 - เค้าลาง -
ผมใช้ชีวิตมาเรื่อยๆดีบ้างแย่บ้าง จนกระทั่งถึงชั้น ม.ปลาย แม่ของผมได้แยกกับพ่อไปอยู่พัทยา ผมอาศัยอยู่กับพ่อ น้องชาย และพี่ชายอีกคนที่มาอยู่ด้วยในตอนหลัง
ในตอนม.4 นั้นผมได้เลือกหนทางของศิลป์-ภาษา ทั้งห้องนั้นเกือบจะมีแต่ผู้หญิงทั้งหมด เนื่องด้วยที่ผมเป็นโรคแพ้ผู้หญิงและพูดไม่เก่ง ผมจึงถูกมองว่าหยิ่ง ในเทอม2 ผมจึงขอย้ายห้องไปยังห้องสายศิลป์-เดินเล่น ห้องที่เรียกได้ว่าเหลวแหลกที่สุด
" ทำไมล่ะ " ชายในชุดกากีคนเดิมถาม
ตอนผมอยู่ห้องสายภาษา ผมแทบจะไม่ค่อยสนิทกับใครเลย ในตอนพักเที่ยง ผมจึงมักไปขลุกอยู่ในห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ กับไปเล่นกับเพื่อนๆกลุ่มนี้ที่อยู่ในห้องสายเดินเล่นเนี่ยแหละ และอีกอย่างผมรักอิสระ การที่ผมย้ายไปห้องนั้นก็หวังว่า จะไม่ถูกผูกมัดใดๆหรืออึดอัดใจ
ในห้องนี้ผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเกซะมาก แต่ก็มีอารมณ์ขัน ห้องจึงดูไม่เงียบเหงา เวลาเรียนจึงเรียนไม่รู้เรื่อง และยังเป็นที่อคติต่อคุณครูผู้สอนคนอื่นๆ แต่ผมก็ชอบห้องนี้ มันทำให้ผมไม่รู้สึกอึดอัด ช่วงนี้ผมมักหยุดเรียนบ่อยๆ ไปโรงเรียนสายเป็นประจำ ไม่ตั้งใจเรียน แต่ในการสอบ ผมมักจะทำได้ดีเสมอมา และแล้วแม่ผมที่แยกกันอยู่นั้นก็มารับน้องชายผมที่อายุห่างกัน 6 ปีไปเลี้ยงที่ประเทศเยอรมัน
จนกระทั่งจบ ม.6 ผมจึงไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี1 ผมไปเรียนแค่ตอนแรกๆตอนหลังผมรอสอบอย่างเดียว ผมผ่านเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นของวิชาที่ลงเรียนทั้งหมด พ่อผมก็ยากจนเนื่องจากแท็กซี่มีปัญหาบ่อยๆ เงินที่เก็บไว้เริ่มร่อยหรอ เงินก็ต้องไปหยิบยืมคนอื่นแต่พ่อก็กลับทำเหมือนไม่มีอะไร ผมสงสารพ่อ
ตอนนี้ผมเริ่มคิดถึงอนาคตแล้ว...
และแล้วเสียงอัดเทปก็หายไป
บทที่ 3 - ความคิด -
.....
........
..........
ทำดีแล้วทำไมจึงไม่ได้ดีล่ะ บางคนทำชั่วแล้วได้ดี ทำไมล่ะ!
ทำไมเราจึงต้องเป็นเครื่องจักรสังคมด้วย ชีวิตเราเกิดมาเพื่อทำงานงั้นเหรอ ทำงานทุกวัน ทำงานเพื่ออะไรกันล่ะ เงินก็ไม่ได้ใช้ อิสระของเราจะไม่มีวันตกไปอยู่กับการทำงานเด็ดขาด
ผู้ที่อยู่เหนือกฏหมาย ย่อมอยู่เหนือผู้ที่อยู่ใต้กฏหมาย ถ้างั้น...เราก็มีอำนาจเหนือทุกคนสิ
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สมควรตายแล้ว ใช่! ชั้นมันก็แค่มนุษย์ที่อยากจะอยู่รอด
..........
........
.....
ผมอ่านหนังสือทุกวัน ผมซึมซับเอาด้านมืดของเนื้อเรื่องในหนังสือการ์ตูน ข่าวการฆ่ากันตายทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์ ผมเก็บเกี่ยวเอาด้านต่างๆในหนังสือที่อ่านมาอย่างหลากหลาย ผมรู้หนทางคร่าวๆว่าทำอย่างไรตำรวจถึงจะจับเราไม่ได้
ตอนนี้ผมได้มาถึงยังหน้าบ้านของใครบางคนที่ผมไม่รู้จักหรอก ในมือถือมีดลุยป่าที่มีขายตามตลาดมืด
ผมเคาะประตู...
บทที่ 4 - ความคิด 2 -
.....
........
..........
พ่อครับ ผมอยากจะมีงานดีๆทำ ผมอยากเลี้ยงดูพ่อ พ่อลำบากเพื่อผมมามากแล้ว
แม่ครับผมรักแม่นะ แม่มาอยู่กับผมเถอะ
ใช่สิ แกมันโง่ ดูญาติคนอื่นสิ
อาท พี่อยากเล่นกับน้องจังเลย
ทำไง ฉันถึงจะได้ของที่อยากได้ทั้งหมดมา
ถ้าโอ๋จบนะ ป้าจะพาไปเลี้ยง
ความดีรึ ชั้นก็แค่อยากจะทำเท่านั้นเอง นั่นมันก็แค่ผลพลอยได้
ทำไมล่ะ ทำไมพ่อไม่ทักท้วงอะไรผมบ้างเลย
ไปเรียนคอมพิวเตอร์สิ ได้เงินดี
นี่ คิดว่าจะจบรามกี่ปีเหรอ
ชีวิตฉันก็แค่อยากอยู่อย่างสงบและมีอิสระเท่านั้นเอง
..........
........
.....
ประตูเปิดออกมา
มือของผมเปื้อนเลือดเต็มไปหมด
สติของผมกำลังเลือนลาง...
บทสุดท้าย - ด้านมืด ด้านสว่าง และความเป็นจริง -
ตอนนี้ผมอยู่กลางแจ้ง แดดร้อนมาก มีคนอยู่รอบๆผมเต็มไปหมดเลย บางคนก็ด่าผมอย่างโกรธแค้น บางคนก็พยายามเข้ามาทำร้ายผมแต่ก็มีคนมากันไว้ได้
อ้อ... ผมเข้าใจแล้ว
ผมถูกตัดสินจากจิตแพทย์ว่า ผมไม่ได้เป็นบ้า
จากนั้น ผมรับมีดมาจากตำรวจนายหนึ่ง มีคนนอนสมมุติว่าเป็นคนตาย ผมทำท่าเหตุการณ์วันนั้นต่อจากที่เค้าได้เปิดประตูให้ผม
ทันใดนั้น
ผมแทงเค้าลงไปจริงๆ ชายที่นอนสมมุตินั้นถูกแทงที่ด้านหลังในขณะที่นอนอยู่ เค้าร้องออกมา ผมใช้หลังบังมุมมอง ไม่ให้ตำรวจที่คุมผมมองเห็นถนัด ชาวบ้านรอบๆเริ่มจะรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์สมมุติ ต่างเริ่มตกใจและกรีดร้อง ตำรวจที่อยู่ใกล้ผมที่สุดคนหนึ่งพยายามจะชักปืนออกมา ผมแทงมีดเข้าไปที่ลำคอเค้า เมื่อผมดึงมีดออกมาจากคอของเค้า เลือดของตำรวจคนนั้นกระเซ็นออกมาอย่างกับน้ำพุ ทุกคนรอบๆต่างก็โดนเลือดนั้นกระเซ็นใส่ ตำรวจรอบๆที่กันชาวบ้านและอยู่บริเวณรถอึ้งไปพักนึง ก่อนที่ตำรวจจะชักปืนคู่กายขึ้นมา
" กูคืออิสระ กูไม่มีวันถูกจับที่นี่หรอก "
ความคิดสุดท้ายในชีวิตก่อนที่ผมจะวิ่งฝ่าฝูงชนออกไป

แหล่งมั่วสุมของคนบ้า